วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551
สมัคร หลุดตำแหน่ง นายกฯ มติศาลรธน.9-0ขาดคุณสมบัติ
สมัคร หลุดตำแหน่ง นายกฯ มติศาลรธน.9-0ขาดคุณสมบัติ
โดย คม ชัด ลึก
วัน อังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 16:36 น.
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ สมัคร จัดรายการ ชิมไปบ่นไป- ยกโขยง 6 โมงเช้า ขัดรัฐธรรมนูญ หลุดเก้าอี้หลุดนายกฯ ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 กันยายน นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.และคณะรวม 29 คนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" เป็นนัดสุดท้าย
หลังจากได้นัดไต่สวนนายสมัคร และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัท เฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า เป็นนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" ของนายสมัครนั้น มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ถือได้ว่าขัดรัฐธรรนูญ ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0
วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551
ถก 3 ฝ่ายแนะถอยคนละก้าว แนะนายก ออก

ถก 3 ฝ่ายแนะถอยคนละก้าว แนะนายก ออก
โดย โพสต์ทูเดย์
วัน จันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.
โดย โพสต์ทูเดย์
วัน จันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.
การประชุมร่วม 3 ฝ่าย ประธานวุฒิสภา แนะสมัครลาออกเปิดทางตั้งรัฐบาลใหม่ และพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุม
ความคืบหน้าการประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประกาศจุดยืนชัดเจนนายกรัฐมนตรีต้องลาออก ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช ยืนยันจะไม่ลาออก หรือยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้นำผลการหารือกับผู้บัญชาการทหารบก และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยผลการเจรจากับผู้บัญชาการทหารบก ตนเองได้แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ขณะนี้ และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หันหน้าเข้าหากัน ถอยกันคนละก้าว ขณะที่ฝ่ายทหารได้ยืนยันหนักแน่น 2 ประเด็นหลัก คือ ไม่ให้ทหารใช้กำลังในการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และทหารจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารอย่างเด็ดขาด ซึ่งวิธีการทางรัฐสภา น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดของบ้านเมืองในขณะนี้
ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมประชุม3ฝ่ายแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก และกลุ่มพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุม สำหรับการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ได้ประสานไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการหารือกัน เนื่องจากเวลายังไม่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุด ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ ถอยกันคนละก้าว พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติ คือ นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ ทำหน้าที่ชั่วคราวระยะสั้น ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไป หรือประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ ส่วนพันธมิตรฯ ต้องเคารพอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และควรยุติการชุมนุม สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกรัฐมนตรีเสนอ คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าจะปฏิบัติได้ในขณะนี้.
พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อหารือแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองว่า ทางเลือกในการแก้ไขปัญหา มีทั้งยุบสภา และให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ขณะนี้ไม่สามารถเดาได้ว่านายกรัฐมนตรีจะเลือกแนวทางใด ส่วนการถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ยืนยันยังไม่มีการถอนตัวขณะนี้
ด้านนายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า มารับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค บอกว่าการแก้ไขปัญหาต้องถอยกันคนละก้าว ทั้งนี้เชื่อว่าการเจรจาร่วมกันจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหา แม้ขณะนี้การเจรจาจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หากมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะมีทางออก
วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551
เกณฑ์คน 2 พัน พิทักษ์ครม.สัญจรอุดรฯ
เกณฑ์คน 2 พัน พิทักษ์ครม.สัญจรอุดรฯ
โดย โพสต์ทูเดย์
วัน อาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.ประธานชมรมคนรักอุดร ขู่ทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรฯทันที หากขวางการประชุมครม.สัญจร นายกฯมั่นใจปลอดภัย ไม่ได้ไปหาเรื่อง
นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร FM 97.50 ว่า ชมรมคนรักอุดรเตรียมสมาชิกชมรม จำนวน 2,000 คน ไปเฝ้าสนามบินอุดรธานี ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อรักษาสนามบินไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ มาต่อต้านการประชุม ครม.สัญจร
นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า หากพบกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาก่อกวน จะส่งให้สมาชิกชมรมคนรักอุดรทำร้ายร่างกายทันที
ด้าน พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภารดรศักดิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี เตรียมกำลังตำรวจอุดรธานี และสนธิกำลังกับทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน อส. อพปร. เพื่อรับมือทั้ง 2 ฝ่ายที่อาจเกิดการปะทะกัน
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุ การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในวันอังคารนี้(9 ก.ย.) เชื่อว่าเป็นการจัดประชุมในจังหวัดที่มีความปลอดภัย และไม่น่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะมี ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนอยู่ถึง 10 คน โดยจะพยายามหาโอกาสจัดประชุมสัญจรครั้งต่อไปอีกในจังหวัดที่มีความพร้อม
"สาเหตุที่จะไปครม.สัญจรวันอังคาร เพราะขอยืมสถานที่ไว้แล้ว ก็จัดประชุมสัญจรเลย ก็ไปจังหวัดที่ไม่มีใครก่อกวน จังหวัดที่มี ส.ส.อยู่ 10 คนของพลังประชาชน อย่างนี้ปลอดภัย ครั้งที่แล้วที่มีคนมาฟาดกัน แต่คราวนี้เราบอกว่าเราไม่ได้ไปหาเรื่อง" นายกรัฐมนตรี กล่าวใน "รายการสนทนาประสาสมัคร" เช้านี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ก่อนจะมีการประชุมครม.สัญจรนั้น ในวันที่ 8 ก.ย.จะได้รายงานผลการทำงานของรัฐบาลในรอบ 7 เดือนให้กับประชาชนได้รับทราบด้วย
ทั้งนี้ การประชุม ครม.สัญจรในวันที่ 9 ก.ย.จะมีขึ้นที่ จ.อุดรธานี ท่ามกลางการคัดค้านของกลุ่มพันธมิตรฯ อุดรธานี ที่ไม่เห็นด้วยและต้องการให้ยกเลิกการมาจัดประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุดรธานี เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอีกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนกับกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว
โดย โพสต์ทูเดย์
วัน อาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.ประธานชมรมคนรักอุดร ขู่ทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรฯทันที หากขวางการประชุมครม.สัญจร นายกฯมั่นใจปลอดภัย ไม่ได้ไปหาเรื่อง
นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร FM 97.50 ว่า ชมรมคนรักอุดรเตรียมสมาชิกชมรม จำนวน 2,000 คน ไปเฝ้าสนามบินอุดรธานี ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อรักษาสนามบินไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ มาต่อต้านการประชุม ครม.สัญจร
นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า หากพบกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาก่อกวน จะส่งให้สมาชิกชมรมคนรักอุดรทำร้ายร่างกายทันที
ด้าน พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภารดรศักดิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี เตรียมกำลังตำรวจอุดรธานี และสนธิกำลังกับทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน อส. อพปร. เพื่อรับมือทั้ง 2 ฝ่ายที่อาจเกิดการปะทะกัน
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุ การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในวันอังคารนี้(9 ก.ย.) เชื่อว่าเป็นการจัดประชุมในจังหวัดที่มีความปลอดภัย และไม่น่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะมี ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนอยู่ถึง 10 คน โดยจะพยายามหาโอกาสจัดประชุมสัญจรครั้งต่อไปอีกในจังหวัดที่มีความพร้อม
"สาเหตุที่จะไปครม.สัญจรวันอังคาร เพราะขอยืมสถานที่ไว้แล้ว ก็จัดประชุมสัญจรเลย ก็ไปจังหวัดที่ไม่มีใครก่อกวน จังหวัดที่มี ส.ส.อยู่ 10 คนของพลังประชาชน อย่างนี้ปลอดภัย ครั้งที่แล้วที่มีคนมาฟาดกัน แต่คราวนี้เราบอกว่าเราไม่ได้ไปหาเรื่อง" นายกรัฐมนตรี กล่าวใน "รายการสนทนาประสาสมัคร" เช้านี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ก่อนจะมีการประชุมครม.สัญจรนั้น ในวันที่ 8 ก.ย.จะได้รายงานผลการทำงานของรัฐบาลในรอบ 7 เดือนให้กับประชาชนได้รับทราบด้วย
ทั้งนี้ การประชุม ครม.สัญจรในวันที่ 9 ก.ย.จะมีขึ้นที่ จ.อุดรธานี ท่ามกลางการคัดค้านของกลุ่มพันธมิตรฯ อุดรธานี ที่ไม่เห็นด้วยและต้องการให้ยกเลิกการมาจัดประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุดรธานี เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอีกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนกับกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว
วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551
สว.จี้ นายกฯเร่งเคลียร์ปมการเมือง

พล.อ.เลิศรัตน์ นำทีม ส.ว.นับ 100 คน แถลงเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมคืนอำนาจให้ประชาชน-ขอให้กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่เข้าร่วมชุมนุมให้ยุติบทบาท-ภาพ:อภิชิต จินากุล ด้านวุฒิสภา เห็นชอบวาระแรก 119 ต่อ 5 เสียง ผ่านร่างพ.ร.บ.ประชามติ ก่อนลงมติ ส.ว.รุบสับมติครม.ให้ทำประชามติปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ชี้ขัดรธน. ประพันธ์ ย้ำ รธน.ระบุชัดเกณฑ์ตั้งหัวข้อประชามติเกี่ยวกับบุคคล-คณะบุคคลไม่ได้ ระบุ ถ้านายกฯดึงดันกกต.ท้วงไม่ได้ ชี้ ต้องมีพ.ร.บ.ประกอบฯรองรับด้วย
วันนี้ที่ รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา นับ100 คน ซึ่งมี ส.ว. ทั้งเลือกตั้งและสว.สรรหา นำโดยพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.สรรหา ได้เสนอทางออก 3 ข้อให้กับรัฐบาลถึงกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยพล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส.ว.ทุกคนตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมจนก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้มีผู้บาดเจ็บกว่า 100 คนแล้ว และมีเสียชีวิต1 คน นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและยาวนานยิ่งจะทำให้ยากแก่การเยียวยา
ดังนั้นทาง สว.ส่วนใหญ่ได้มีการหารือกันถึงสถานการณ์ดังกล่าวและปรารถนาให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทราบจุดยืน จึงขอเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. ขอให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและรัฐบาลเร่งรัดแก้วิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยสันติวิธี ด้วยการเข้าไปเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อให้ยุติปัญหาที่เกิดขึ้นโดยขอให้รีบเร่งทำในระยะเวลาที่สั้นที่สุด 2.หากไม่สามารถยุติปัญหาด้วยการเจรจาได้ขอให้นายกฯเลือกใช้หนทางแก้ไขตามระบอบประชาธิปไตยคือการการคืนอำนาจให้กับประชาชนและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีใครแพ้และชนะ
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า 3.เมื่อนายกฯดำเนินการแล้วก็ขอให้ประชาชนทุกคนยุติการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและยุติการหยุดงานประท้วง เพื่อมาช่วยกันตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและช่วยกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้เกิดความโปร่งใส ซึ่ง ส.ว. ก็จะร่วมมือกับประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างเต็มความสามารถ ขอยืนยันว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง หรือต้องการกดดดันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองที่จะได้รับผลกระทบที่จะตามมาและเราก็ไม่ได้ฝักฝ่ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ต้องการให้บ้านเมืองพัฒนาไปได้
มติที่ประชุมวุฒิสภารับหลักการ ร่างพ.ร.บ.ประชามติ 119 ต่อ 5(5ก.ย.) เวลา 09.45 น.การประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 302 วรรคสี่ และวรรคหก โดยวุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
จากนั้น ส.ว.หลายคน อาทิ นายวรินทร์ เทียมจรัส นายสมชาย แสวงการ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหาอภิปรายติติงกรณีที่ครม.มีมติให้ทำประชามติกรณีความขัดแย้งในบ้านเมือง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุให้ดำเนินการดังกล่าว และกกต.จะสามารถทำได้ภายในกี่วัน และจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพ.ร.บ.นี้ด้วยความรอบคอบ เนื่องจากสภาผ่านวาระ 3 โดยมีการแก้ไขปรับปรุงพอสมควร ทั้งเรื่องสิทธิการลงประชามติ เหตุที่ทำให้ต้องลงประชามติ การชี้ขาดผลการลงประชามติ ข้อห้ามและการให้ข้อมูลในการลงประชามติ รวมถึงเกรงว่า กกต.จะสามารถดำเนินการลงประชามติให้เป็นไปตามเป้าหมายได้หรือไม่ นอกจากนี้กว่าวุฒิสภาจะพิจารณาเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากครม.ต้องการให้ทำประชามติ จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และหากนายกฯ ยุบสภาหรือลาออก ร่างกฎหมายนี้จะมีสถานะอย่างไร
ด้านนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.กล่าวว่า ฝ่ายบริหารมักดำเนินโครงการหรือนโยบายที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนและชุมชน กฎหมายฉบับนี้จึงมีขึ้นเพื่อถ่วงดุลระหว่างฝใยประชาชนกับฝ่ายการเมือง ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ควรเปิดให้ประชาชนเสนอประเด็นขึ้นมาให้สาธารณะทำประชามติได้ด้วย เช่นเดียวกับที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อยื่นถอดถอนนักการเมืองได้
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 302 บัญญัติให้กกต.ต้องปรับปรุงกฎหมายนี้ภายใน 1 ปี ภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งกกต.ได้ดำเนินการแล้ว และในส่วนระยะเวลาการพิจารณาภายใน 90 วันของสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่มีปัญหาแล้ว ส่วนมติครม.เรื่องการทำประชามตินั้น ตนยังไม่เห็น และยังไม่ทราบถ้อยคำของการขอทำประชามติว่าเป็นเรื่องอะไร แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 กำหนดหัวข้อการทำประชามติไว้ข้อ 2 ในวรรคสามว่า การออกเสียงประชามติต้องเป็นการให้ออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในกิจการตามที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดแย้งหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลจะกระทำมิได้
“ กรณีที่ ส.ว. สงสัยว่า หากนายกฯประกาศหัวข้อประชามติ กกต.สามารถทักท้วงได้หรือไม่นั้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้อำนาจกกต.ทักท้วงประกาศของนายกฯ แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 165 บัญญัติว่า ก่อนที่นายกฯจะประกาศหัวข้อประชามติ ต้องถามความเห็นครม.ก่อนว่า สอดคล้องตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติหรือไม่ ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือคณะบุคคลหรือไม่
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้นายกฯปรึกษาประธานฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ผมเชื่อว่า ในทางปฏิบัติ นายกฯคงไปปรึกษา หากหัวข้อดังกล่าวไม่สอดคล้องในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ฝ่ายนิติบัญญัติคงทักท้วง และเมื่อมีการประกาศหัวข้อประชามติ กกต.คงไม่สามารถไปทักท้วงอะไรได้อีก เพราะนายกฯเป็นผู้บริหารประเทศ ” นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า การที่ครม.จะทำประชามติต้องมีกฎหมายมารองรับ เพราะกฎหมายว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติในการทำประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่สามารถนำมาบังคับได้ เนื่องจากแป็นกฎหมายเฉพาะเรื่อง ดังนั้นกกต.จึงไม่สามารถทำประชามติได้ถ้าไม่สามารถมีกฎหมายรองรับ
หลังจากอภิปรายนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง ที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยคะแนน 119 ต่อ 5 งดออกเสียง 1 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 29 คน กำหนดแปรญัตติ 7 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการปะทะคารมกันเล็กน้อยระหว่างนายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหาที่เป็นอดีตส.ส.ร. 50 หลังจากนายศิริวัฒน์ ระบุว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 50 โหลยโท่ย ทำให้นายสุรชัย ลุกขึ้นตอบโต้ว่า เป็นการทำให้ผู้อื่นเสียหาย ทำให้นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานขอให้ทั้งสองคนอย่าเอาความกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการปะทะคารมกันเล็กน้อยระหว่างนายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหาที่เป็นอดีตส.ส.ร. 50 หลังจากนายศิริวัฒน์ ระบุว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 50 โหลยโท่ย ทำให้นายสุรชัย ลุกขึ้นตอบโต้ว่า เป็นการทำให้ผู้อื่นเสียหาย ทำให้นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานขอให้ทั้งสองคนอย่าเอาความกัน
ข้อมูล คม ชัด ลึก
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551
โพลล์ชี้เสียงก้ำกึ่งหนุน-ต้านรัฐบาล ค้านรัฐประหาร

โพลล์ชี้เสียงก้ำกึ่งหนุน-ต้านรัฐบาล ค้านรัฐประหาร
โดย คม ชัด ลึก
วัน พุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.เอแบคโพลล์ สำรวจความเห็นหลัง รัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เห็นด้วยพอกับไม่เห็นด้วย ไม่อยากให้รัฐประหาร
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกาศภาวะฉุกเฉินและข้อดีข้อเสียของการยึดอำนาจ กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ลพบุรี อยุธยา ราชบุรี นครปฐม ระยอง หนองคาย อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 3,083 ตัวอย่าง ซึ่งดำเนินโครงการวันที่ 2-3 กันยายน 2551
ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกศึกษาหรือร้อยละ 90.8 รับทราบข่าวการประกาศภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่ร้อยละ 9.2 ไม่ทราบข่าว และที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนที่ถูกศึกษาก้ำกึ่งกัน คือร้อยละ 50.8 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะ เหตุการณ์ความวุ่นวายจะได้ยุติโดยเร็ว / ลดความรุนแรงของการปะทะ / ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย / ถึงเวลาที่ต้องทำ และเหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นต้น ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 49.2 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะ รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรเลย รุนแรงเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงไปอีก เป็นต้น
เมื่อจำแนกความคิดเห็นออกตามเพศ อายุ อาชีพ การศึกษา และรายได้ พบว่า ชายร้อยละ 52.4 และหญิงร้อยละ 49.5 เห็นด้วย กลุ่มช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปีร้อยละ 57.1 กลุ่มอายุระหว่าง 20 - 29 ปีร้อยละ 55.4 กลุ่มอายุระหว่าง 30 - 39 ปีร้อยละ 50.3 กลุ่มอายุระหว่าง 40 - 49 ปีร้อยละ 49.9 และกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 47.9 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน
นอกจากนี้ กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 46.9 กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนร้อยละ 53.9 กลุ่มนักธุรกิจส่วนตัว หรือค้าขายร้อยละ 44.5 กลุ่มนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 61.1 กลุ่มเกษตรกร รับจ้างแรงงานทั่วไปร้อยละ 55.0 และกลุ่มแม่บ้าน เกษียณอายุร้อยละ 54.6 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน
เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาและระดับรายได้ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 52.3 ของกลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 47.8 ของกลุ่มคนที่มีการศึกษาปริญญาตรี และร้อยละ 42.9 ของกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี เห็นด้วย ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนมีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือนส่วนใหญ่หรือ ร้อยละ 55.9 กลุ่มคนรายได้ระหว่าง 5,001 - 10,000 บาท ร้อยละ 50.2 กลุ่มคนรายได้ระหว่าง 10,001 - 15,000 บาทร้อยละ 50.3 กลุ่มคนรายได้ระหว่าง 15,001 - 20,000 บาทร้อยละ 50.8 และกลุ่มคนรายได้มากกว่า 20,000 บาทขึ้นไปส่วนใหญ่หรือร้อยละ 44.9 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน
ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งคือ เมื่อสอบถามว่า ถ้ามีการยึดอำนาจเกิดขึ้นจะมีข้อดีอะไรบ้าง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 47.2 ระบุบ้านเมืองจะได้สงบสุขโดยเร็ว ความวุ่นวายจะได้น้อยลง การชุมนุมประท้วงจะได้ยุติ รองลงมาคือ ร้อยละ 22.8 ระบุไม่ให้เกิดการปะทะกัน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย ร้อยละ 12.7 จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เปลี่ยนรัฐบาล ร้อยละ 9.9 ระบุจะได้จัดการทุกอย่างให้เป็นระเบียบมากขึ้น ร้อยละ 4.5 ระบุประชาชนจะได้มีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ข้อเสียของการยึดอำนาจมีอะไรบ้าง
ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.4 ระบุประเทศชาติจะเสียหาย ต่างประเทศจะต่อต้านไทยและขาดความเชื่อมั่น รองลงมาคือร้อยละ 57.5 ระบุเศรษฐกิจจะตกต่ำวิกฤตลงไปอีก ร้อยละ 50.9 ระบุเป็นการทำลายประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา และร้อยละ 41.8 ระบุไม่สามารถยุติความวุ่นวายได้จริง อาจทำให้รุนแรงมากขึ้นอีก เป็นต้น และเมื่อถามว่า ระหว่างข้อดีกับข้อเสียของการยึดอำนาจ อย่างไหนจะมากกว่ากัน ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.2 เห็นว่าข้อเสียของการยึดอำนาจจะมากกว่าข้อดี ในขณะที่ร้อยละ 32.8 คิดว่าข้อดีจะมากกว่า
ผอ.เอแบคโพลล์กล่าวว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าประชาชนของฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุน มีสัดส่วนก้ำกึ่งกัน จึงดูเหมือนว่า จะยังไม่มีทางออกสำหรับประชาชนทั้งประเทศต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงทางการมืองหลังจากมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีฐานสนับสนุนพอๆ กัน และแต่ละฝ่ายก็มีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของตนเองเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย
รวมทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น นอกจากนี้ผลสำรวจของเรายังชี้ให้เห็นด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นอีกแล้ว และในอดีตที่ผ่านมา บนเส้นทางของการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ก็บอกกับพวกเราให้ทราบกันดีโดยทั่วไปว่า ทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ สามารถทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้
อย่างไรก็ตามความสงบสุขเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรีบฟื้นฟูให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในชาติ ความไม่ปกติทางการเมืองในเวลานี้ ได้ทำให้เกิดข้อจำกัด เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนไทย และย่อมส่งผลกระทบต่อปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าปราศจากแนวทางแก้ไขด้วยสันติวิธี วัฏจักรแห่งความเลวร้ายก็จะยังเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้น ทางออกคลี่คลายสถานการณ์ของประเทศที่น่าพิจารณาคือ
ประการแรก เร่งรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยทุกคนนำเอกลักษณ์ที่เป็นพฤติกรรมเชิงบวก มาแสดงมากกว่า พฤติกรรมเชิงลบ เช่น นำเอาความมีไมตรีจิต การให้อภัย ความมีเมตตา การช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน แบ่งปันความสุขให้แก่กันมากระทำในครอบครัว กับเพื่อนบ้าน ภายในชุมชน และระหว่างชุมชน
ประการที่สอง สังคมไทยน่าจะมีการหนุนเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งมากขึ้นภายใต้การนำของกลุ่มคนที่เป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เป็นที่ยอมรับของสังคมชุมชนระดับพื้นที่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยเข้ามารับฟังความคิดเห็นความต้องการและเสนอให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนรัฐบาลได้นำไปพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผล
ประการที่สาม สถาบันสื่อสารมวลชนน่าจะเข้ามาช่วยบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนในเวลานี้ โดยมุ่งเน้นคลี่คลายอารมณ์ร้อนแรงของประชาชนให้เย็นลง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือต่อสื่อมวลชนในระดับมาก การนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมิติเชิงบวกต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ของประชาชนภายในประเทศน่าจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองขณะนี้ได้บ้าง
ประการที่สี่ น้ำที่กำลังขุ่นในแก้ว มันสามารถตกตะกอนและใสขึ้นมาได้โดยตัวของมันเอง ถ้าไม่มีอะไรไปกวนมัน และถ้าเรามองเชิงโครงสร้างของระบบสังคมไทยและกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะพบว่า โครงสร้างการตรวจสอบและกลั่นกรองคุณภาพนักการเมืองเข้มแข็งขึ้นมากกว่าอดีต และกำลังเริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการสร้างคุณภาพนักการเมืองใหม่ขึ้นมาให้สาธารณชนคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ น่าจะอดทนอดกลั้น รอจังหวะเวลาที่กำลังเดินเข้าใกล้ในการคลี่คลายสถานการณ์การเมืองปัจจุบันนี้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
โดย คม ชัด ลึก
วัน พุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.เอแบคโพลล์ สำรวจความเห็นหลัง รัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เห็นด้วยพอกับไม่เห็นด้วย ไม่อยากให้รัฐประหาร
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกาศภาวะฉุกเฉินและข้อดีข้อเสียของการยึดอำนาจ กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ลพบุรี อยุธยา ราชบุรี นครปฐม ระยอง หนองคาย อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 3,083 ตัวอย่าง ซึ่งดำเนินโครงการวันที่ 2-3 กันยายน 2551
ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกศึกษาหรือร้อยละ 90.8 รับทราบข่าวการประกาศภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่ร้อยละ 9.2 ไม่ทราบข่าว และที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนที่ถูกศึกษาก้ำกึ่งกัน คือร้อยละ 50.8 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะ เหตุการณ์ความวุ่นวายจะได้ยุติโดยเร็ว / ลดความรุนแรงของการปะทะ / ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย / ถึงเวลาที่ต้องทำ และเหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นต้น ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 49.2 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะ รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรเลย รุนแรงเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงไปอีก เป็นต้น
เมื่อจำแนกความคิดเห็นออกตามเพศ อายุ อาชีพ การศึกษา และรายได้ พบว่า ชายร้อยละ 52.4 และหญิงร้อยละ 49.5 เห็นด้วย กลุ่มช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปีร้อยละ 57.1 กลุ่มอายุระหว่าง 20 - 29 ปีร้อยละ 55.4 กลุ่มอายุระหว่าง 30 - 39 ปีร้อยละ 50.3 กลุ่มอายุระหว่าง 40 - 49 ปีร้อยละ 49.9 และกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 47.9 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน
นอกจากนี้ กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 46.9 กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนร้อยละ 53.9 กลุ่มนักธุรกิจส่วนตัว หรือค้าขายร้อยละ 44.5 กลุ่มนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 61.1 กลุ่มเกษตรกร รับจ้างแรงงานทั่วไปร้อยละ 55.0 และกลุ่มแม่บ้าน เกษียณอายุร้อยละ 54.6 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน
เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาและระดับรายได้ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 52.3 ของกลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 47.8 ของกลุ่มคนที่มีการศึกษาปริญญาตรี และร้อยละ 42.9 ของกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี เห็นด้วย ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนมีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือนส่วนใหญ่หรือ ร้อยละ 55.9 กลุ่มคนรายได้ระหว่าง 5,001 - 10,000 บาท ร้อยละ 50.2 กลุ่มคนรายได้ระหว่าง 10,001 - 15,000 บาทร้อยละ 50.3 กลุ่มคนรายได้ระหว่าง 15,001 - 20,000 บาทร้อยละ 50.8 และกลุ่มคนรายได้มากกว่า 20,000 บาทขึ้นไปส่วนใหญ่หรือร้อยละ 44.9 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน
ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งคือ เมื่อสอบถามว่า ถ้ามีการยึดอำนาจเกิดขึ้นจะมีข้อดีอะไรบ้าง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 47.2 ระบุบ้านเมืองจะได้สงบสุขโดยเร็ว ความวุ่นวายจะได้น้อยลง การชุมนุมประท้วงจะได้ยุติ รองลงมาคือ ร้อยละ 22.8 ระบุไม่ให้เกิดการปะทะกัน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย ร้อยละ 12.7 จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เปลี่ยนรัฐบาล ร้อยละ 9.9 ระบุจะได้จัดการทุกอย่างให้เป็นระเบียบมากขึ้น ร้อยละ 4.5 ระบุประชาชนจะได้มีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ข้อเสียของการยึดอำนาจมีอะไรบ้าง
ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.4 ระบุประเทศชาติจะเสียหาย ต่างประเทศจะต่อต้านไทยและขาดความเชื่อมั่น รองลงมาคือร้อยละ 57.5 ระบุเศรษฐกิจจะตกต่ำวิกฤตลงไปอีก ร้อยละ 50.9 ระบุเป็นการทำลายประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา และร้อยละ 41.8 ระบุไม่สามารถยุติความวุ่นวายได้จริง อาจทำให้รุนแรงมากขึ้นอีก เป็นต้น และเมื่อถามว่า ระหว่างข้อดีกับข้อเสียของการยึดอำนาจ อย่างไหนจะมากกว่ากัน ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.2 เห็นว่าข้อเสียของการยึดอำนาจจะมากกว่าข้อดี ในขณะที่ร้อยละ 32.8 คิดว่าข้อดีจะมากกว่า
ผอ.เอแบคโพลล์กล่าวว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าประชาชนของฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุน มีสัดส่วนก้ำกึ่งกัน จึงดูเหมือนว่า จะยังไม่มีทางออกสำหรับประชาชนทั้งประเทศต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงทางการมืองหลังจากมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีฐานสนับสนุนพอๆ กัน และแต่ละฝ่ายก็มีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของตนเองเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย
รวมทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น นอกจากนี้ผลสำรวจของเรายังชี้ให้เห็นด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นอีกแล้ว และในอดีตที่ผ่านมา บนเส้นทางของการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ก็บอกกับพวกเราให้ทราบกันดีโดยทั่วไปว่า ทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ สามารถทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้
อย่างไรก็ตามความสงบสุขเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรีบฟื้นฟูให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในชาติ ความไม่ปกติทางการเมืองในเวลานี้ ได้ทำให้เกิดข้อจำกัด เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนไทย และย่อมส่งผลกระทบต่อปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าปราศจากแนวทางแก้ไขด้วยสันติวิธี วัฏจักรแห่งความเลวร้ายก็จะยังเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้น ทางออกคลี่คลายสถานการณ์ของประเทศที่น่าพิจารณาคือ
ประการแรก เร่งรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยทุกคนนำเอกลักษณ์ที่เป็นพฤติกรรมเชิงบวก มาแสดงมากกว่า พฤติกรรมเชิงลบ เช่น นำเอาความมีไมตรีจิต การให้อภัย ความมีเมตตา การช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน แบ่งปันความสุขให้แก่กันมากระทำในครอบครัว กับเพื่อนบ้าน ภายในชุมชน และระหว่างชุมชน
ประการที่สอง สังคมไทยน่าจะมีการหนุนเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งมากขึ้นภายใต้การนำของกลุ่มคนที่เป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เป็นที่ยอมรับของสังคมชุมชนระดับพื้นที่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยเข้ามารับฟังความคิดเห็นความต้องการและเสนอให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนรัฐบาลได้นำไปพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผล
ประการที่สาม สถาบันสื่อสารมวลชนน่าจะเข้ามาช่วยบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนในเวลานี้ โดยมุ่งเน้นคลี่คลายอารมณ์ร้อนแรงของประชาชนให้เย็นลง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือต่อสื่อมวลชนในระดับมาก การนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมิติเชิงบวกต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ของประชาชนภายในประเทศน่าจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองขณะนี้ได้บ้าง
ประการที่สี่ น้ำที่กำลังขุ่นในแก้ว มันสามารถตกตะกอนและใสขึ้นมาได้โดยตัวของมันเอง ถ้าไม่มีอะไรไปกวนมัน และถ้าเรามองเชิงโครงสร้างของระบบสังคมไทยและกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะพบว่า โครงสร้างการตรวจสอบและกลั่นกรองคุณภาพนักการเมืองเข้มแข็งขึ้นมากกว่าอดีต และกำลังเริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการสร้างคุณภาพนักการเมืองใหม่ขึ้นมาให้สาธารณชนคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ น่าจะอดทนอดกลั้น รอจังหวะเวลาที่กำลังเดินเข้าใกล้ในการคลี่คลายสถานการณ์การเมืองปัจจุบันนี้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551
มติ 5 พันธมิตร ไม่เจรจา ย้ำนายก ต้องออก

มติ 5 พันธมิตร ไม่เจรจา ย้ำนายก ต้องออก
โดย โพสต์ทูเดย์
วัน อังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.มติ5พันธมิตรฯ ยื่นเงื่อนไขเปิดการเจรจา สร้างการเมืองใหม่ ต่อเมื่อนายกฯประกาศลาออกเท่านั้น
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีประกาศมติของ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ไม่มีเป้าหมายที่จะเจรจาเพื่อยุติปัญหาไม่ว่าจะเป็นกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หรือบุคคลใด แต่หากจะมีการเจรจา จะต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขเดียว คือรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องลาออก แล้วค่อยมาเจรจา พันธมิตรฯ ยินดีเจรจากับทุกกลุ่ม ทั้งนี้ก็เพื่อหาแก่นทางสู่การเมืองใหม่ต่อไป
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า ยังไม่รับการติดต่อจาก ผบ.ทบ.และยังไม่รู้ว่าจะเจรจาอะไร เพราะปัญหาขณะนี้เลยเวลาที่จะเจรจาแล้ว เนื่องจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป การชุมนุมของพันธมิตร จะยังคงมีการถ่ายทอดผ่าน เอเอสทีวี ต่อไป จะไม่ยอมให้ปิดสถานี และจะต่อต้านจนถึงที่สุด พร้อมย้ำเงื่อนไขในการเจราของพันธมิตรคือ นายสมัคร ต้องลาออก และพรรคพลังประชาชนต้องไม่เป็นรัฐบาล.
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
43รัฐวิสาหกิจเริ่มดีเดย์3ก.ย.นี้ ตัดน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์-เมล์ขึ้นฟรี

43รัฐวิสาหกิจเริ่มดีเดย์3ก.ย.นี้ ตัดน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์-เมล์ขึ้นฟรี
โดย คม ชัด ลึก
วัน จันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.43 รัฐวิสาหกิจประกาศ ดีเดย์ 3 ก.ย.หยุดผลิต-บริการ สาธารณูปโภคทั้งระบบ เริ่มจากตัดน้ำ ตัดไฟ โทรศัพท์ ดีเลย์เที่ยวบิน รถเมล์ขึ้นฟรีร่วมพันธมิตร ขู่ตัดน้ำ-ไฟ สำนักงานตำรวจทั่วประเทศก่อนหลังจากนั้นจะเริ่มตัดน้ำ ไฟ หน่วยราชการทั่วประเทศ รวมไปถึงบ้านรัฐมนตรี จนกว่า สมัคร ลาออก
โดย คม ชัด ลึก
วัน จันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00 น.43 รัฐวิสาหกิจประกาศ ดีเดย์ 3 ก.ย.หยุดผลิต-บริการ สาธารณูปโภคทั้งระบบ เริ่มจากตัดน้ำ ตัดไฟ โทรศัพท์ ดีเลย์เที่ยวบิน รถเมล์ขึ้นฟรีร่วมพันธมิตร ขู่ตัดน้ำ-ไฟ สำนักงานตำรวจทั่วประเทศก่อนหลังจากนั้นจะเริ่มตัดน้ำ ไฟ หน่วยราชการทั่วประเทศ รวมไปถึงบ้านรัฐมนตรี จนกว่า สมัคร ลาออก
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 ก.ย.ที่ทำการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้มีการประชุมวาระเร่งด่วนเพื่อออกมาตาการตอบโต้กรณี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยืนยันผ่านรายการ สนทนาประสาสมัคร และการประชุม 2 สภาร่วมว่าจะไม่ลาออกตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีแกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 43 องค์กร เข้าร่วมหารือ
นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ในฐานะแกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 นายสมศักดิ์ มานพ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย นายบุญมา ป๋งมา รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)
นายสาวิทย์ แถลงภายหลังการประชุมใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุม สรส.มีมติชัดเจนร่วมกันทั้ง 43 องค์กรซึ่งมีสมาชิกกว่า 200,000 คนจะพร้อมใจนัดหยุดงานและหยุดกระบวนการผลิตด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั่วประเทศในวันที่ 3 ก.ย.เป็นต้นไป จนกว่ารัฐบาลทั้งชุดจะลาออกและยุติบทบาททางการเมือง
นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า รูปแบบการหยุดกระบวนการผลิตจะเริ่มตั้งแต่มาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ โทรศัพท์ ในหน่วยงานราชการโดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค หน่วยงานราชการกระทรวง ศาลากลาง เป็นต้น โดยจะหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าวให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการหยุดสายส่งไฟฟ้า ประปา ทั่วประเทศ เพราะจะทำให้ประเทศตกอยู่ในความมืด นอกจากนี้จะมีมาตรการตัดสัญญาโทรศัพท์บ้านตามหน่วยราชการและรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ รวมทั้งจะมีมาตรการดีเลย์เวลาขึ้นลงของสายการบินทั่วประเทศ ที่สำคัญในส่วนของ ขสมก.จะหยุดเดินรถ 80% นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีพนักงานออมสินที่เป็นสมาชิกสหภาพฯประมาณ 7,500 คน พร้อมปฏิบัติการตามมติของ สรส.ด้วยการหยุดงานด้วย ในส่วนของการหยุดเดินขบวนรถไฟ ก็ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การที่บอร์ดการรถไฟออกมาประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบก็ไม่ได้กระทบต่อการเคลื่อนไหวของสหภาพการรถไฟ เนื่องจากบอร์ดดังกล่าวถูกแต่งตั้งจากนักการเมือง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
“วันนี้เราทำตามเจตนารมณ์ที่มี เพราะรัฐบาลได้ใช้ความรุนแรงในการจัดการผู้ชุมนุมที่เข้ามาร่วมกันอย่างสงบ ทุบตีประชาชนเลือดตก ยางออก พยายามปลุกปั่นให้มีกลุ่มเพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯให้เห็นว่าขาดความชอบอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นต้องลาออกสถานเดียว เรียกว่าวันนี้คือวันเผด็จศึก เราให้โอกาสมาแล้วหลายครั้ง แต่รัฐบาลยังดื้อด้าน หน้าหนา ก็ไม่ออก ถ้าไม่ออกเราก็จะมีการดำเนินการอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะลาออก ยอมรับการกระทำดังกล่าวนี้เป็นกระทบต่อประชาชนบ้าง แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด ขอให้พี่น้องเข้าใจด้วย เราทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง อย่างไรก็ตามภายหลังวันที่ 3 ก.ย. สรส.จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนี่งและพร้อมที่ดำเนินการขั้นเต็มรูปแบบกว่านี้ด้วย แต่คิดว่าไม่น่าเกินวันที่ 5 ก.ย.คุณสมัคร จะตัดสินใจลาออก” นายสาวิทย์ กล่าว
นายบุญมา กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันที่ 3 ก.ย.เป็นต้นไป รถเมล์จะทำการหยุดการเดินรถในพื้นที่กทม.โดยเหลือรถเมล์ครีมแดงซึ่งเป็นรถเมล์ฟรีไว้บริการประชาชนเพียง 800 คัน หรือ ประมาณ 20 %จากทั้งหมด 3,800 คัน แต่หากรัฐบาลยังดื้อด้านจะดำเนินการหยุดเดินรถ 100% ยกเว้นรถร่วมบริการเนื่องจาก ขสมก.ไม่สามารถคบคุมได้
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับมตราการของสายการบินไทยนั้นมีหลายมาตรการแต่ซึ่งเบื้องต้นจะทำในลักษณะดีเลย์เครื่องขึ้นลงหรือลดเที่ยวบินลงจากทั้งหมด 90 ลำ ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อระบบการขนส่ง ธุรกิจ และการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากเครื่องบินขึ้นลงนั้นเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วโลก แต่วันนี้มันจำเป็นจริงและถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำ หากรัฐบาลยังไม่ลาออกจะส่งผลให้ความเสียหายมากไปกว่านี้แน่นอน
นายธรรมรัตน์ รำขวัญ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสากิจประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า จะเลือกตัดน้ำในส่วนของสำนักงานตำรวจทุกแห่ง ทั่วประเทศนำร่องไปก่อน ส่วนหน่วยงานราชการอื่นนั้นค่อยทยอยดำเนินการภายหลังการประชุมในสหภาพฯ เพราะวันนี้ชัดเจนว่ารัฐบาลได้ทำเลยเถิดก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง และหาก สรส.มีมติอย่างไร เราก็จะดำเนินการไปตามนั้นทุกประการ
หลังจากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. แกนนำ สรส.ทั้ง 43 แห่งได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาลประกาศเจตนารมย์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนจาก ขสมก.ระบุ รถเมล์คงจะหยุดวิ่งไม่ได้แต่วันที่ 3 กันยายน รถเมล์ทั้งขาว แดงจะให้บริการฟรีเพื่อให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมกดดันให้นายสมัครลาออกหรือยุบสภา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

